Monday, October 24, 2022

การเรียนรู้ครั้งที่16 25/10/2565

 คาบสุดท้ายของการเรียนวิชาการอบรมเลี้งดูและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

    คาบนี้อาจารย์บอกแนวข้อสอบว่ามีเป็นปรนัยและอัตนัยอัตนัยนั้นต้องเขียนให้สวยงามอ่านออก เขียนให้ถูกต้อง การแต่งกายให้ถูกระเรียบตามระเบียบมหาวิทยาลัย และให้เตรียมตัวส่งบล็อกในวันที่11 พฤศจิกายนอาจารย์ให้ไปทำงานในบล็อกเตรียมตัวส่งและทำให้เรียบร้อยจะได้ไม่มีงานค้าง

Tuesday, October 18, 2022

การเรียนครั้งที่15 18/10/2565

การอบรมเลี้ยงดู
 


ความรู้,เนื้อหา,สาระ
  • การอบรมเลี้ยงดูมีหลายรูปแบบอย่างเช่นการอบรมณ์เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ การเลี้ยงดูแบบตามใจ การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด
  • การร้องเพลงที่พ่อแม่เคยใช้กล่องในตอนเด็กเมื่อโตขึ้นเราถึงได้รู้ความหมาย
  • พัฒนาการของเด็กประถมวัยกิจกรรมที่เราออกแบบให้เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงสามปี
  • เด็กในศตววษที่ 21 
เจนคติด้านบวก
  • เชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถทำงานได้
  • เนื้อหาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน
  • ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
  • รู้จักรับฟังผู้อื่น
  • เห็นคุณค่าในตัวเอง 
ทักษะที่นำไปใช้
  • นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
  • การวางแผนในการทำกิจกรรมในห้อง
  • การสื่อสาร
  • การทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนเพื่อน
  • การที่เราได้คิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น
  • มีทักษะในการเป็นผู้ฟังที่ดี
  • ทักษะทางสังคมที่ดี
    อาจารย์ให้จำลองสถานการณ์ในห้องเรียน ของกลุ่มเราทำเกี่ยวกับการรู้จักใช้เงินและสอนการเก็บเงิน ให้รู้จักกับเหรียญ ธนบัตร และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
    ในคาบได้ร้องเพลงที่เหมาะสำหรับเด็ก และได้ทำท่าทางประกอบจังหวะเพลง และอาจารย์ได้ให้แบ่งแถวและสลับกันร้องเพลงและทำท่าทางประกอบอีกด้วย

Tuesday, October 11, 2022

การเรียนครั้งที่14 11/10/2565

 

                                                    พัฒนาการของเด็กปฐมวัย

                                                  
ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (Gesell)
พัฒนาการด้านร่างกาย
1. พฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) ครอบคลุมการบังคับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหว
2. พฤติกรรมทางการปรับตัว (Adaptive Behavior) ครอบคลุมความสัมพันธ์ของการใช้มือและสายตา การสำรวจ ค้นหา การกระทำต่อวัตถุ การแก้ปัญหาในการทำงาน
3. พฤติกรรมทางการใช้ภาษา (Language Behavior) ครอบคลุมการที่เด็กใช้ภาษา การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
4. พฤติกรรมส่วนตัวและสังคม (Personal-Social Behavior) ครอบคลุมการฝึกปฏิบัติส่วนตัว เช่น การกินอาหาร การขับถ่าย และการฝึกต่อสภาพสังคม เช่น กรเล่น การตอบสนองผู้อื่น

ทฤษฎีพัฒนาการของเพียเจต์ (Piaget)
พัฒนาการด้านสติปัญญา
ขั้นของการใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (Sensorimotor Stage) ช่วงอายุแรกเกิด – 2 ขวบ คือ ระยะที่ 1 เรียกว่า ขั้นของการใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (Sensorimotor Stage) พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู เด็กจะพัฒนาการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องใช้ภาษาเป็นสื่อ เพราะจะแสดงออกในรูปของการการกระทำแทน เป็นช่วงเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม  เด็กมักจะทำอะไรซ้ำบ่อยๆ ซึ่งเกิดจากการเลียนแบบ และจะพยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ดังนั้น การให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเองจะเป็นการพัฒนาสติปัญญาของเด็กวัยนี้
ขั้นเตรียมความคิดที่มีเหตุผล (Preoperational Stage) ช่วงอายุ 2-7 ปี คือ ระยะที่ 2 เรียกว่า ขั้นเตรียมความคิดที่มีเหตุผล หรือการคิดก่อนปฏิบัติการ (Preoperational Stage) พัฒนาการเชาว์ปัญญาของเด็กวัยนี้เน้นไปที่การเรียนรู้ และเริ่มมีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้นด้วย โดยสามารถพูดได้เป็นประโยค มีการสร้างคำได้มากขึ้น แต่เด็กยังไม่สามารถใช้สติปัญญาคิดได้อย่างเต็มที่ แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ
  • ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) สังกัปคือการนึกคิด เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี ซึ่งเขาจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความคิดของเขาคือ จะโยงความสัมพันธ์ของแต่ละเหตุการณ์มาเกี่ยวโยงกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จะมีความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ในเบื้องต้น เช่น จะเรียกสัตว์ที่มี 4 ขาทั้งหมดว่า หมา ซึ่งนั่นเป็นเพราะเขามีขีดจำกัดในการเรียนรู้ และเข้าใจอะไรได้ในมิติเดียว สำหรับสิ่งที่จะทำให้เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ดีก็คือ การเล่นบทบาทสมมติ
  • ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ขวบ ขั้นนี้ ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคิด รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รู้จักนำความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหาแต่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ดีขึ้น แต่การคิดหาเหตุผลและการตัดสินใจของเด็กยังคงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้                                                               
ขั้นคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ช่วงอายุ 7-11 ขวบ คือ ระยะที่ 3 เรียกว่า ขั้นคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นรูปธรรม (Concrete Operation Stage) เด็กในวัยนี้จะสามารถใช้เหตุผลในการตัดสินใจปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาหลายด้าน คือ สามารถสร้างจินตนาการในความคิดของตนขึ้นมาได้ สามารถคิดเปรียบเทียบได้ เรียงลำดับสิ่งต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยีงมีความสามารถในการคิดย้อนกลับ สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การแบ่งแยกประเภทของสัตว์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี ที่สำคัญคือความสามารถในการจำของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น                                                                                                        
 ขั้นของการคิดอย่างมีเหตุผลและอย่างเป็นนามธรรม (Formal Operation Stage) ช่วงอายุตั้งแต่ 11 ขวบขึ้นไป คือ ระยะที่ 4 เรียกว่า ขั้นของการคิดอย่างมีเหตุผลและอย่างเป็นนามธรรม (Formal Operation Stage) ในวัยนี้เขาจะไม่คิดจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและคาดเดาถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า เพื่อให้ได้สมมติฐานที่สมเหตุสมผลมาสนับสนุนความคิด ซึ่งนั่นหมายถึงเด็กจะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ได้ เข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นตัวของตัวเอง ต้องการอิสระ ไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง รู้จักการใช้เหตุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทฤษฎีของซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ
1. ขั้นความพอใจอยู่บริเวณปาก (Oral) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 0-1 ปี ในขั้นนี้จะมีความสนใจบริเวณปาก ปากนำความสุขเมื่อได้ถูกอาหารสนองความต้องการความหิว ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองก็อาจจะทำให้เกิดความคับข้องใจ
2. ขั้นความพอใจอยู่ที่บริเวณทวารหนัก (Anus) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 1-3 ปี ซึ่งเป็นระยะขับถ่าย เด็กจะเรียนรู้การขับถ่าย ถ้าเด็กไม่ถูกบังคับก็จะเกิดความพอใจ ไม่ขัดแย้งและไม่เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์
3. ขั้นความพอใจอยู่ที่อวัยวะเพศ (Phallic) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี ซึ่งเป็นระยะเกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ สนใจ อยากรู้อยากเห็น สภาพร่างกายแตกต่างไปตามเพศ เรียนรู้บทบาททางเพศของตน เลียนแบบบทบาทพ่อแม่ของตน ต้องการความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่
4. ขั้นก่อนวัยรุ่น (Latency) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 6-11 ปี เป็นระยะสนใจสังคมเพื่อนฝูง เด็กจะพยายามปรับตัวให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น 
 5. ขั้นวัยรุ่น พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เป็นระยะที่มีความสนใจในเพศตรงข้ามมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นความรักระหว่างเพศ
       นอกจากนี้ ฟรอยด์ ยังกล่าวถึง โครงสร้างของบุคลิกภาพไว้ด้วยว่า บุคลิกภาพประกอบไปด้วยอิด (Id) อีโก้ (Ego) และซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ซึ่งการทำงานของบุคลิกภาพอยู่ภายใต้พลัง สิ่งนี้
      อิด (Id) คือ บุคลิกภาพส่วนที่เป็นจิตไร้สำนึก เป็นแรงผลักดันตามธรรมชาติที่สั่งให้มนุษย์กระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้ตามที่ตนต้องการ เป้าหมาย Id คือ ความพึงพอใจ (Pleasure Principle)
       อีโก้ (Ego) คือ บุคลิกภาพส่วนที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากการได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เป็นส่วนที่ควบคุมให้มนุษย์ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยใช้หลักแห่งความจริง (Rrality Principle)
      ซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) คือ บุคลิกภาพที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากค่านิยมและมาตรฐานจริยธรรมของบิดามารดา เป็นส่วนที่ควบคุมให้มนุษย์เลือกทำแต่สิ่งที่ตนคิดว่าดี (Ego Ideal) และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของตน (Conscience) บุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดี คือ บุคคลอีโก้ (Ego) สามารถปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างแรงขับตามธรรมชาติของอิด (Id) กับมาตรฐานจริยธรรมของซุปเปอร์
อีโก้ (Super Ego)

ทฤษฎีของอิริคสัน (
Erikson)
  
พัฒนาการด้านสังคม
1. ขั้นความเชื่อใจหรือขาดความเชื่อใจ (Trust Versus Mistrust) อายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ปี ในขั้นนี้เด็กจะพัฒนาความรู้สึกว่าตนเป็นที่ยอมรับและสามารถให้ความเชื่อใจเป็นมิตรแก่คนอื่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การให้อาหาร หรือวิธีการเลี้ยงดูต่าง ๆ จะส่งผลไปสู่บุคลิกภาพของความเป็นมิตร เปิดเผย และเชื่อถือไว้เนื้อเชื่อใจต่อสภาพแวดล้อมและบุคคลต่าง ๆ ถ้าเด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ เด็กก็จะพัฒนาบุคลิกภาพของความตระหนี่ ปกปิดไม่ไว้วางใจ และมักมองโลกในแง่ร้าย        2. ขั้นการควบคุมด้วยตนเองหรือสงสัย/อาย (Autonomy Versus Doubt or Shame) อยู่ในช่วงอายุ 2-3 ปี เด็กวัยนี้เริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง สามารถควบคุมตนเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ เด็กจะสามารถทำงานง่าย ๆ เหมาะสมกับวัยของเด็กให้สำเร็จด้วยตนเอง เช่น การหยิบอาหารเข้าปาก เดิน วิ่ง หรือเล่นของเล่น ถ้าพ่อแม่บังคับหรือห้ามไม่ได้เด็กกระทำสิ่งใดด้วยตนเอง หรือเข้มงวดเกินไปจะทำให้เด็กเกิดความสงสัยในความสามารถของตนเอง เกิดความละอายในสิ่งที่ตนกระทำ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่สามารถทำอะไรได้อย่างถูกต้องและได้ผล เกิดความย่อท้อ ชอบพึ่งผู้อื่น                                                                                       3. ขั้นการริเริ่มหรือรู้สึกผิด (Initiative Versus Guilt) อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี เป็นขั้นพัฒนาการความคิดริเริ่ม หรือความรู้สึกผิด (Sense of VS. of Guilt) เด็กจะมีความกระตือรือร้นที่จะเรียกสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเอง เด็กมีการเลียนแบบผู้อยู่ใกล้ชิดหรือสิ่งแวดล้อมที่ตนรับรู้ เด็กเริ่มเรียนรู้และยอมรับค่านิยมของครอบครัว และสิ่งถ่ายทอดสู่เด็ก ถ้าเด็กไม่มีอิสระในการค้นหาก็จะส่งผลไป สู่ความคับข้องใจที่ไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้ ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กและความรู้สึกผิดติดตัว
4. ขั้นการประสบความสำเร็จ ความขยันหมั่นเพียรหรือรู้สึกด้อย (Mastery Versus Inferiority) อยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี เป็นขั้นที่ทุ่มเท ขยัน เพื่อเกิดความสำเร็จ ชอบแข่งขันร่วมกับเพื่อนกับกลุ่ม
 5. ขั้นการรู้จักตนเองหรือความสับสนไม่รู้สึกตนเอง (Identity Versus Diffustion : Fidelity) อยู่ในช่วงอายุ 13-17 ปี (The College Years) เป็นขั้นการค้นหาความเป็นตนเอง สร้างความเป็นตนเองโดยผู้ใหญ่และสังคมมีอิทธิพล
6. ขั้นรู้สึกโดดเดี่ยว (Intimacy Versus Isolation) อยู่ในช่วงอายุ 18-22  ปี (Early Adolescence and Self Comment) เป็นขั้นความรับผิดชอบ เป็นผู้ใหญ่สร้างตัว
 7. ขั้นความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่หรือความรู้สึกเฉื่อยชา (Cenerativity Versus Aborption) อยู่ในช่วงอายุ 22-40 ปี เป็นขั้นสร้างความปึกแผ่น สืบวงศ์ตระกูล รู้บทบาทหน้าที่ รับผิดชอบครอบครัว ลูก
8. ขั้นความมั่งคั่ง สมบูรณ์ หรือหมดหวัง ทอดอาลัยชีวิต (Integrity Versus Despair) อยู่ในช่วงอายุ 40 ปี วัยชราเป็นขั้นมีความภูมิใจในความสำเร็จของชีวิต หรือเกิดความอาลัยท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เกิดขึ้น
     พัฒนาการบุคลิกภาพทั้ง ขั้นของอิริคสัน ในขั้นพัฒนาการที่ 1-3 มีความเกี่ยวข้องกับวัยของเด็กปฐมวัย เด็กมีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ และครอบครัว ดังนั้น พ่อแม่ เป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพเด็กในวัยนี้เป็นอย่างมาก เด็กมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ในวัยผู้ใหญ่ได้ขึ้นอยู่กับรากฐานพัฒนาการในวัยนี้เป็นสำคัญ 

Tuesday, October 4, 2022

การเรียนครั้งที่ 13 4/10/65

 

   

      การเรียนในวันนี้เรียนกับเด็กในศตวรรษที่21 ต้องมีลักษณะอย่างไร

มี 3 ทักษะ

1.ทักษะการเรียนรู้

-ความคิดเชิงคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา

-การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นทีม

-ความคิดสร้างสรรค์

-การสื่อสาร

2.ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

-ความรู้ความเข้าใจข้อมูลสามารถแยกแยะข้อมูลจริงและเท็จแล้วนำไปใช้ประโยชน์

-ความรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศแยกแยะสื่อที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือได้

-ความรู้ความเข้าใจคอมพิมเตอร์และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องสามารถเข้าใจภาษาที่ใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้

3.ทักษะการใช้ชีวิต

-ความคิดยืดหยุ่นในแผนการณ์

-ทักษะความเป็นเป็นผู้นำ

-ความคิดริเริ่ม

-การใช้ชีวิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด

-ทักษะด้านสังคม

3R

-อ่านออก

-เขียนได้ 

-คิเลขเป็น

7c 

-ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา

-ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

-ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์

-ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ

-ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ

-ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

-ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้


Monday, September 26, 2022

การเรียนครั้งที่ 12 27/09/2565

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles 

        หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ คือ การอบรมเลี้ยงดูที่เด็ก ได้รับจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง Diana Baumrind (1971) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความ รู้สึกเด็ฏ

    จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก

 2. มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก(Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่บิดามารดาบางคน เพิกเฉย และปฏิเสธต่อความต้องการของเด็ก Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

     1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรม ของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แนวทางที่บิดามารดากำหนดไว้อย่างมีเหตุผล ถึงแม้ บิดามารดาจะมีการเรียกร้องสูง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อเด็ก เปิด โอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง รับฟังเหตุผลจากเด็ก และสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ เรื่องต่างๆ ของครอบครัว   

    2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง (Maccoby, 1980 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริ- วรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 6) มีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก หรือไม่มีเลย เด็กต้องยอมรับในคำพูดของบิดามารดาว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเหมาะสมเสมอ มีการใช้อำนาจควบคุมโดย วิธีบังคับ และลงโทษเมื่อเด็กไม่ทำตามความคาดหวัง ของบิดามารดา บิดามารดามักห่างเหิน และปฏิเสธเด็ก 

    3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย บิดามารดาอาจให้คำปรึกษาหรือ พยายามใช้เหตุผลกับเด็ก แต่ไม่มีอำนาจในการ ควบคุมพฤติกรรมของเด็ก บิดามารดาจะให้ความรัก ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็ก เสมอ ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind 

     4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้ เด็กปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบิดามารดาปฏิเสธ เด็กแต่แรก หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และความ กดดันในชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก

การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) เรียกร้องพฤติกรรม ที่เหมาะสมกับวัย (Demands) 2) กำหนด กฎ ระเบียบ และวินัย (Rules, Regulations, Discipline) 3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ (Rule Enforcement) 4) อบอุ่น รัก สนับสนุน (Warmth, Affection, Support) 5) มีการสื่อสารสองทาง ที่ชัดเจน (Bi-directional and Clear Communication) 6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเอง และพึ่งตนเอง (Encouraging Independence & Individuality) 7) เคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่ และเด็ก (Right of Both Parent and Child) 8) ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ (Reward > Punishment)

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) มีจำนวน 26 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) เรียกร้องมาก (Strong Demand) 2) ตั้งมาตรฐานชัดเจน (Absolute Sets of Standards) 3) ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง (Value of Obedience) 4) ให้ความอบอุ่นน้อย (Less Nurturant) 5) ไม่สนับสนุนการสื่อสาร

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive) มีจำนวน 23 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง (Avoid Making Demands) 2) มีข้อกำหนดและ กฎเกณฑ์น้อย (Few Rules and Limits) 3) อดทน และยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัย ไม่ขัดใจ (Tolerate and Accepting Immature Behavior without Parental Restraint) 4) ให้ความอบอุ่น พอประมาณ และเกี่ยวข้องน้อย (Moderate Nurturant, Less Involved) 5) เด็กมีบทบาท ในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ (Child Dominate Communication) 6) ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก (Allow Immature and Responsible Decision Making) 7) ลำเอียง เข้าข้างเด็ก (Biased in Favor of Child Needs) 8) ลงโทษน้อย (Little Punishment)

 4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) ไม่เรียกร้อง (Undemanding) 2) ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ (No Rules / Ignoring) 3) ทอดทิ้ง ปฏิบัติไม่ดี (Neglect / Maltreatment) 4) ห่างเหินทางอารมณ์ (Emotionally Detached) 5) มีการสื่อสารน้อย (Infrequent Communication) 6) ให้เด็กมีอิสระ 

    งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind ได้มีนักจิตวิทยาสนใจศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปรทางจิตวิทยาไว้หลากหลาย เช่น ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคม  รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง และรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ เป็นต้น ลำดับต่อไปจะเสนองานวิจัยที่รวบรวมได้ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว                                                                                                       งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                    มีผู้วิจัยประเด็นนี้กันมาก และผลที่ได้เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจ ใส่ มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีของเด็กและ วัยรุ่นมากที่สุด ในขณะที่การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจและแบบทอดทิ้งมีความสัมพันธ์กับการปรับ ตัวที่ไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น (Slicker, 1998; Strage and Brandt, 1999; Wintre and Yaffe, 2000)

     งานวิจัยในประเทศไทย 

    สุภาพรรณ โคตรจรัส และชุมพร ยงกิตติกุล (2545) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับ พฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยในด้านการปรับตัว ด้านครอบครัว ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ และการเผชิญปัญหา โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง 1,316 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 654 คน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 662 คน จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการปรับตัว ด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีการเผชิญปัญหาแบบมุ่ง จัดการปัญหามากกว่า และใช้การเผชิญปัญหาแบบ หลีกหนีน้อยกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ซึ่งสอดคล้อง กับการวิจัยจากต่างประเทศ

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทาง สังคม                                                                          งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                          มีงานวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการ อบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของบุตร (Baumrind, 1971; Maccoby and Martin, 1983) โดยเฉพาะงานวิจัยของ Baumrind (1967; 1971 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 31-32) ที่พบว่า การอบรมเลี้ยงดู ของบิดามารดามี 3 แบบ และแต่ละแบบมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น บิดา มารดาแบบเอาใจใส่ มีลูกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มี ทักษะทางสังคม ให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และ มีความเป็นผู้นำขณะทำกิจกรรมกลุ่ม บิดามารดา แบบควบคุม มีลูกที่อารมณ์ไม่ค่อยดี โกรธง่าย ไม่ เป็นมิตร ขาดความคิดริเริ่ม ขาดความเป็นผู้นำ และบิดามารดาแบบตามใจ มีลูกที่ก้าวร้าว ไม่เป็น ตัวของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบระดับความ สามารถทางสังคม (Social Competence) พบว่า เด็กที่มีบิดามารดาแบบเอาใจใส่จะมีความสามารถ ทางสังคมในระดับสูง เด็กที่มีบิดามารดาแบบ ควบคุมจะมีความสามารถทางสังคมระดับปานกลาง และเด็กที่มีบิดามารดาแบบตามใจจะมีความ สามารถทางสังคมต่ำ (Baumrind, 1991; Miller, 1993; Weiss and Schwarz, 1996 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 32)

     งานวิจัยในระยะต่อมาได้เพิ่มเติมรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูอีก 1 รูปแบบ คือ การอบรมเลี้ยงดู แบบทอดทิ้ง ซึ่งพบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้ จะมีลักษณะต่อต้านสังคม มีความบกพร่องทั้งทาง สังคม และการเรียน กลายเป็นเด็กที่มีปัญหา พฤติกรรม เช่น ติดยาเสพติด หรือทำผิดกฎหมาย (Shaffer, 1994 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 32) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Simon and Conger (2007) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ ของการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันระหว่างบิดากับมารดา ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและผล ที่มีต่อวัยรุ่น โดยเป็นการเก็บข้อมูลระยะยาวจากกลุ่ม ตัวอย่าง 451 ครอบครัว ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูบุตรของบิดาและมารดาส่วนใหญ่ สอดคล้องกัน และพบว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่จะให้ผลทางบวกต่อวัยรุ่นมากที่สุด และจะ สามารถปกป้องเด็กจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

     งานวิจัยในประเทศไทย                                                                                                                              เพชรรัตน์ จันทศ (2542) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการให้ความร่วมมือกับรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามการรับรู้ของ ตนเองของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ผลการ วิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีพฤติกรรมการให้ความร่วมมือสูงกว่าเด็กที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น กตัญชลี ณรงค์ราช (2543) ศึกษาปัจจัย คัดสรรที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมายใน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเขต ภาคใต้ของประเทศไทย ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 6 ตัวที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมาย คือ (1) ระดับการศึกษา (2) รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (3) การคบเพื่อนที่ทำผิดกฎหมาย (4) การอบรม เลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (5) การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจ และ (6) พ่อและแม่อยู่ร่วมกัน เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ เชาวน์อารมณ์ หมายความว่า นิสิตนักศึกษาที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่จะมีคะแนนเชาวน์ อารมณ์สูง ส่วนการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มี ความสัมพันธ์ทางลบกับเชาวน์อารมณ์ หมายความ ว่านิสิตนักศึกษาที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มีคะแนนเชาวน์อารมณ์ต่ำ

    สารภี ยงยืน (2541) ศึกษาความวิตกกังวลใน การสอบของวัยรุ่นที่มีรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ แตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีคะแนนความวิตกกังวล ในการสอบต่ำกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบใช้ อำนาจควบคุม แบบรักตามใจ และแบบทอดทิ้ง 

    กล่าวโดยสรุป จากงานวิจัยทั้งในประเทศและ ต่างประเทศผลการวิจัยสอดคล้องกัน คือ รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูสัมพันธ์กับอารมณ์ โดยผู้ที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีพัฒนาการทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ และความสามารถจัดการ กับอารมณ์ทางลบ เช่น ความวิตกกังวลได้ดีกว่าการ อบรมเลี้ยงดูแบบอื่น

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับ ตนเอง                                                                                        งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                          ในต่างประเทศมีผู้วิจัยประเด็นนี้กันอย่างกว้าง ขวาง และผลที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ บิดา มารดาที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ชี้แนะ ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้ความอิสระภายในขอบเขตและตั้ง กฎเกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมี เป้าหมายทางการเรียนอย่างชัดเจน มีความรู้สึกว่า ตนเองสามารถจัดการกับเรื่องเรียนได้และมีความ สามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ ในการกำกับตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเรียนที่ตั้งไว้ อันเป็น ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีการเรียนรู้แบบกำกับ ตนเอง (Grolnick and Ryan, 1989; MartinezPons, 1996; Strage, 1998; Zimmerman, 1986, 1989 อ้างถึงใน วีรนุช วงศ์คงเดช, 2547: 4-5) 

งานวิจัยในประเทศ                                                                                                                                                 วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมีเจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวกต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

งานวิจัยในประเทศ                                                                                                                                            วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมีเจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวกต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์                                                                                                 งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                       งานวิจัยส่วนใหญ่ พบว่า รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ โดยการอบรมเลี้ยงดู แบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอัตมโนทัศน์ และการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความสัมพันธ์ ทางลบกับอัตมโนทัศน์ (Gardner, 1999 อ้างถึงใน จิรนาถ จนาศักดิ์, 2544: 31; Klein and O’Bryant, 1966; Parish and Mccluskey, 1992 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 22-23) 

งายวิจัยในประเทศ                                                                                                                                                จิรนาถ จนาศักดิ์ (2544) ศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีความสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัวแปรที่ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) การ ยอมรับของกลุ่มเพื่อน 2) รูปลักษณ์ทางกาย 3) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์ กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) เพศ 2) สถานะเศรษฐกิจและสังคม และ 3) รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะในส่วนของการอบรม เลี้ยงดู งานวิจัยของจิรนาถ จนาศักดิ์ พบว่า ไม่ สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัย ต่างประเทศ


Tuesday, September 20, 2022

การเรียนครั้งที่ 11 20/09/2565

 ในสัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับการทำอุปกรณ์เสริมพัฒนาเด็ก

กลุ่มแมวน้อยของเราเลือกทำชิ้นเด็กในช่วง1-2 ปี

    เกมขวดน้ำเขาวงกต ได้ทำเป็นรูปสัตว์ เช่น หมู กบ เสือ หรือถ้ามีสัตว์ที่อยากวาดลงไปก็วาดได้ตามใจชอบ วัสดุเป็นของเหลือที่นำมาทำสิ่งประดิษฐ์นี่ เพื่อลดขยะและได้สิ่งประดิษฐ์จากขวดพลาสติก และยังช่วยประหยัดเงินในการทำของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กอีด้วย


                                                    







Tuesday, September 13, 2022

การเรียนรู้ครั้งที่ 10 13/09/2565

    วันนี้เรียนกิจกรรมเกี่ยวกับขวดพลาสติกเหลือใช้ว่าสามารถ นำมาทำสิงประดิษฐ์อะไรได้บ้าง วัสดุเหลือใช้ภายในบ้านอย่าง ขวดน้ำ นั้นสามารถนำมาประยุกต์เป็นของเล่นที่น่าสนุกสำหรับเด็กๆ ได้ การทำของเล่นจากขวดน้ำยังช่วยให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างร่วมกันให้เป็นประโยชน์ และช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนางานฝีมือและเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับตนเองได้อีกด้วย




การเรียนรู้ครั้งที่16 25/10/2565

 คาบสุดท้ายของการเรียนวิชาการอบรมเลี้งดูและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย      คาบนี้อาจารย์บอกแนวข้อสอบว่ามีเป็นปรนัยและอัตนัยอัตนัยนั...