Monday, September 26, 2022

การเรียนครั้งที่ 12 27/09/2565

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles 

        หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ คือ การอบรมเลี้ยงดูที่เด็ก ได้รับจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง Diana Baumrind (1971) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความ รู้สึกเด็ฏ

    จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก

 2. มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก(Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่บิดามารดาบางคน เพิกเฉย และปฏิเสธต่อความต้องการของเด็ก Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

     1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรม ของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แนวทางที่บิดามารดากำหนดไว้อย่างมีเหตุผล ถึงแม้ บิดามารดาจะมีการเรียกร้องสูง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อเด็ก เปิด โอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง รับฟังเหตุผลจากเด็ก และสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ เรื่องต่างๆ ของครอบครัว   

    2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง (Maccoby, 1980 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริ- วรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 6) มีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก หรือไม่มีเลย เด็กต้องยอมรับในคำพูดของบิดามารดาว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเหมาะสมเสมอ มีการใช้อำนาจควบคุมโดย วิธีบังคับ และลงโทษเมื่อเด็กไม่ทำตามความคาดหวัง ของบิดามารดา บิดามารดามักห่างเหิน และปฏิเสธเด็ก 

    3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย บิดามารดาอาจให้คำปรึกษาหรือ พยายามใช้เหตุผลกับเด็ก แต่ไม่มีอำนาจในการ ควบคุมพฤติกรรมของเด็ก บิดามารดาจะให้ความรัก ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็ก เสมอ ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind 

     4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้ เด็กปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบิดามารดาปฏิเสธ เด็กแต่แรก หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และความ กดดันในชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก

การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) เรียกร้องพฤติกรรม ที่เหมาะสมกับวัย (Demands) 2) กำหนด กฎ ระเบียบ และวินัย (Rules, Regulations, Discipline) 3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ (Rule Enforcement) 4) อบอุ่น รัก สนับสนุน (Warmth, Affection, Support) 5) มีการสื่อสารสองทาง ที่ชัดเจน (Bi-directional and Clear Communication) 6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเอง และพึ่งตนเอง (Encouraging Independence & Individuality) 7) เคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่ และเด็ก (Right of Both Parent and Child) 8) ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ (Reward > Punishment)

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) มีจำนวน 26 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) เรียกร้องมาก (Strong Demand) 2) ตั้งมาตรฐานชัดเจน (Absolute Sets of Standards) 3) ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง (Value of Obedience) 4) ให้ความอบอุ่นน้อย (Less Nurturant) 5) ไม่สนับสนุนการสื่อสาร

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive) มีจำนวน 23 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง (Avoid Making Demands) 2) มีข้อกำหนดและ กฎเกณฑ์น้อย (Few Rules and Limits) 3) อดทน และยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัย ไม่ขัดใจ (Tolerate and Accepting Immature Behavior without Parental Restraint) 4) ให้ความอบอุ่น พอประมาณ และเกี่ยวข้องน้อย (Moderate Nurturant, Less Involved) 5) เด็กมีบทบาท ในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ (Child Dominate Communication) 6) ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก (Allow Immature and Responsible Decision Making) 7) ลำเอียง เข้าข้างเด็ก (Biased in Favor of Child Needs) 8) ลงโทษน้อย (Little Punishment)

 4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) ไม่เรียกร้อง (Undemanding) 2) ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ (No Rules / Ignoring) 3) ทอดทิ้ง ปฏิบัติไม่ดี (Neglect / Maltreatment) 4) ห่างเหินทางอารมณ์ (Emotionally Detached) 5) มีการสื่อสารน้อย (Infrequent Communication) 6) ให้เด็กมีอิสระ 

    งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind ได้มีนักจิตวิทยาสนใจศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปรทางจิตวิทยาไว้หลากหลาย เช่น ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคม  รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง และรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ เป็นต้น ลำดับต่อไปจะเสนองานวิจัยที่รวบรวมได้ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว                                                                                                       งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                    มีผู้วิจัยประเด็นนี้กันมาก และผลที่ได้เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจ ใส่ มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีของเด็กและ วัยรุ่นมากที่สุด ในขณะที่การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจและแบบทอดทิ้งมีความสัมพันธ์กับการปรับ ตัวที่ไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น (Slicker, 1998; Strage and Brandt, 1999; Wintre and Yaffe, 2000)

     งานวิจัยในประเทศไทย 

    สุภาพรรณ โคตรจรัส และชุมพร ยงกิตติกุล (2545) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับ พฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยในด้านการปรับตัว ด้านครอบครัว ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ และการเผชิญปัญหา โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง 1,316 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 654 คน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 662 คน จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการปรับตัว ด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีการเผชิญปัญหาแบบมุ่ง จัดการปัญหามากกว่า และใช้การเผชิญปัญหาแบบ หลีกหนีน้อยกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ซึ่งสอดคล้อง กับการวิจัยจากต่างประเทศ

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทาง สังคม                                                                          งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                          มีงานวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการ อบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของบุตร (Baumrind, 1971; Maccoby and Martin, 1983) โดยเฉพาะงานวิจัยของ Baumrind (1967; 1971 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 31-32) ที่พบว่า การอบรมเลี้ยงดู ของบิดามารดามี 3 แบบ และแต่ละแบบมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น บิดา มารดาแบบเอาใจใส่ มีลูกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มี ทักษะทางสังคม ให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และ มีความเป็นผู้นำขณะทำกิจกรรมกลุ่ม บิดามารดา แบบควบคุม มีลูกที่อารมณ์ไม่ค่อยดี โกรธง่าย ไม่ เป็นมิตร ขาดความคิดริเริ่ม ขาดความเป็นผู้นำ และบิดามารดาแบบตามใจ มีลูกที่ก้าวร้าว ไม่เป็น ตัวของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบระดับความ สามารถทางสังคม (Social Competence) พบว่า เด็กที่มีบิดามารดาแบบเอาใจใส่จะมีความสามารถ ทางสังคมในระดับสูง เด็กที่มีบิดามารดาแบบ ควบคุมจะมีความสามารถทางสังคมระดับปานกลาง และเด็กที่มีบิดามารดาแบบตามใจจะมีความ สามารถทางสังคมต่ำ (Baumrind, 1991; Miller, 1993; Weiss and Schwarz, 1996 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 32)

     งานวิจัยในระยะต่อมาได้เพิ่มเติมรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูอีก 1 รูปแบบ คือ การอบรมเลี้ยงดู แบบทอดทิ้ง ซึ่งพบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้ จะมีลักษณะต่อต้านสังคม มีความบกพร่องทั้งทาง สังคม และการเรียน กลายเป็นเด็กที่มีปัญหา พฤติกรรม เช่น ติดยาเสพติด หรือทำผิดกฎหมาย (Shaffer, 1994 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 32) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Simon and Conger (2007) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ ของการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันระหว่างบิดากับมารดา ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและผล ที่มีต่อวัยรุ่น โดยเป็นการเก็บข้อมูลระยะยาวจากกลุ่ม ตัวอย่าง 451 ครอบครัว ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูบุตรของบิดาและมารดาส่วนใหญ่ สอดคล้องกัน และพบว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่จะให้ผลทางบวกต่อวัยรุ่นมากที่สุด และจะ สามารถปกป้องเด็กจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

     งานวิจัยในประเทศไทย                                                                                                                              เพชรรัตน์ จันทศ (2542) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการให้ความร่วมมือกับรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามการรับรู้ของ ตนเองของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ผลการ วิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีพฤติกรรมการให้ความร่วมมือสูงกว่าเด็กที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น กตัญชลี ณรงค์ราช (2543) ศึกษาปัจจัย คัดสรรที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมายใน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเขต ภาคใต้ของประเทศไทย ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 6 ตัวที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมาย คือ (1) ระดับการศึกษา (2) รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (3) การคบเพื่อนที่ทำผิดกฎหมาย (4) การอบรม เลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (5) การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจ และ (6) พ่อและแม่อยู่ร่วมกัน เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ เชาวน์อารมณ์ หมายความว่า นิสิตนักศึกษาที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่จะมีคะแนนเชาวน์ อารมณ์สูง ส่วนการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มี ความสัมพันธ์ทางลบกับเชาวน์อารมณ์ หมายความ ว่านิสิตนักศึกษาที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มีคะแนนเชาวน์อารมณ์ต่ำ

    สารภี ยงยืน (2541) ศึกษาความวิตกกังวลใน การสอบของวัยรุ่นที่มีรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ แตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีคะแนนความวิตกกังวล ในการสอบต่ำกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบใช้ อำนาจควบคุม แบบรักตามใจ และแบบทอดทิ้ง 

    กล่าวโดยสรุป จากงานวิจัยทั้งในประเทศและ ต่างประเทศผลการวิจัยสอดคล้องกัน คือ รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูสัมพันธ์กับอารมณ์ โดยผู้ที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีพัฒนาการทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ และความสามารถจัดการ กับอารมณ์ทางลบ เช่น ความวิตกกังวลได้ดีกว่าการ อบรมเลี้ยงดูแบบอื่น

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับ ตนเอง                                                                                        งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                          ในต่างประเทศมีผู้วิจัยประเด็นนี้กันอย่างกว้าง ขวาง และผลที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ บิดา มารดาที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ชี้แนะ ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้ความอิสระภายในขอบเขตและตั้ง กฎเกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมี เป้าหมายทางการเรียนอย่างชัดเจน มีความรู้สึกว่า ตนเองสามารถจัดการกับเรื่องเรียนได้และมีความ สามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ ในการกำกับตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเรียนที่ตั้งไว้ อันเป็น ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีการเรียนรู้แบบกำกับ ตนเอง (Grolnick and Ryan, 1989; MartinezPons, 1996; Strage, 1998; Zimmerman, 1986, 1989 อ้างถึงใน วีรนุช วงศ์คงเดช, 2547: 4-5) 

งานวิจัยในประเทศ                                                                                                                                                 วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมีเจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวกต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

งานวิจัยในประเทศ                                                                                                                                            วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมีเจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวกต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์                                                                                                 งานวิจัยต่างประเทศ                                                                                                                                       งานวิจัยส่วนใหญ่ พบว่า รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ โดยการอบรมเลี้ยงดู แบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอัตมโนทัศน์ และการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความสัมพันธ์ ทางลบกับอัตมโนทัศน์ (Gardner, 1999 อ้างถึงใน จิรนาถ จนาศักดิ์, 2544: 31; Klein and O’Bryant, 1966; Parish and Mccluskey, 1992 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 22-23) 

งายวิจัยในประเทศ                                                                                                                                                จิรนาถ จนาศักดิ์ (2544) ศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีความสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัวแปรที่ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) การ ยอมรับของกลุ่มเพื่อน 2) รูปลักษณ์ทางกาย 3) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์ กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) เพศ 2) สถานะเศรษฐกิจและสังคม และ 3) รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะในส่วนของการอบรม เลี้ยงดู งานวิจัยของจิรนาถ จนาศักดิ์ พบว่า ไม่ สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัย ต่างประเทศ


Tuesday, September 20, 2022

การเรียนครั้งที่ 11 20/09/2565

 ในสัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับการทำอุปกรณ์เสริมพัฒนาเด็ก

กลุ่มแมวน้อยของเราเลือกทำชิ้นเด็กในช่วง1-2 ปี

    เกมขวดน้ำเขาวงกต ได้ทำเป็นรูปสัตว์ เช่น หมู กบ เสือ หรือถ้ามีสัตว์ที่อยากวาดลงไปก็วาดได้ตามใจชอบ วัสดุเป็นของเหลือที่นำมาทำสิ่งประดิษฐ์นี่ เพื่อลดขยะและได้สิ่งประดิษฐ์จากขวดพลาสติก และยังช่วยประหยัดเงินในการทำของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กอีด้วย


                                                    







Tuesday, September 13, 2022

การเรียนรู้ครั้งที่ 10 13/09/2565

    วันนี้เรียนกิจกรรมเกี่ยวกับขวดพลาสติกเหลือใช้ว่าสามารถ นำมาทำสิงประดิษฐ์อะไรได้บ้าง วัสดุเหลือใช้ภายในบ้านอย่าง ขวดน้ำ นั้นสามารถนำมาประยุกต์เป็นของเล่นที่น่าสนุกสำหรับเด็กๆ ได้ การทำของเล่นจากขวดน้ำยังช่วยให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างร่วมกันให้เป็นประโยชน์ และช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนางานฝีมือและเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับตนเองได้อีกด้วย




Tuesday, September 6, 2022

การเรียนครั้งที่9 6/09/2565

     การเรียนในวันนี้ได้เรียนเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมของเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี  และได้มายทำแมพ                    

       กิจกรรมวันนี้ได้สรุปข้อมูลของการออกแบบกิจกรรมของเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี มาสรุปอีกทีในแมพที่เป็นขนาดA4 และได้ความอดทนในการทำงานในวันนี้ถึงจะแก้ไปหลายแผ่นเราก็สามารถทำเสร็จได้ทันเวลา และได้เข้าใจในเรื่องของการทำมายแมพเพิ่มเติม

การออกแบบกิจกรรมของเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี

0-1 ปี 

พัฒราการ                                                         

-ยกศรีษะ

-การเคลื่อนไหว 

-การนั่ง

-การพลิกตัว

-การคลาน

กิจกรรม

 -อ่านหนังสือ

 -เล่นสนุกกับสี

 -สร้างเสียงแปลกปลอม

-จั้กจี้หรือนวดเบา

1-2ปี

พัฒนาการ

-เรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงและสี

-เริ่มเดินโดยไม่มีคนคอยช่วย

-ชี้ไปหาสิ่งของที่สนใจ

-พูดเป็นประโยค 2-4 คำ

-เลียนแบบคำที่สนใจ

กิจกรรม

-การพาเดินเล่น

-การจับสิ่งของ

-การเล่นน้ำ

-การวาดภาพและเล่านิทาน

2-3ปี

-ชอบตั้งคำถาม

-เดินขึ้นลงบันได

-รู้คำศัพท์

-แยกขนาดและสี

-กระโดด2ขา

พัฒนาการ

-การร้องเพลง

-เล่นเกมจับคู่

-ฝึกขว้างของ



การเรียนรู้ครั้งที่16 25/10/2565

 คาบสุดท้ายของการเรียนวิชาการอบรมเลี้งดูและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย      คาบนี้อาจารย์บอกแนวข้อสอบว่ามีเป็นปรนัยและอัตนัยอัตนัยนั...